เงินบาทกลับมาอ่อนค่า 36.72 บาท จับตาผลประชุม ECB-วิกฤติพลังงานยุโรป

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 21 ก.ค.65 ที่ระดับ 36.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 36.67 บาทต่อดอลลาร์ โดยมองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.65-36.85 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในฝั่งสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดยังเดินหน้าทยอยซื้อหุ้นกลุ่มเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ (Meta +4.2%, Amazon +3.9%) จากมุมมองที่คาดว่าเฟดอาจไม่ได้เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงอย่างที่เคยกังวล หนุนให้ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.58% ส่วนดัชนี S&P500 สามารถปิดตลาด +0.59%

สำหรับวันนี้ มองว่า ไฮไลท์สำคัญของตลาดจะอยู่ที่ผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

โดยตลาดมองว่า ECB จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) 0.25% สู่ระดับ -0.25% นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาท่าทีของ ECB ต่อโอกาสในการเร่งขึ้นดอกเบี้ยราว 0.50% ในอนาคต เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งอาจขึ้นกับมุมมองของ ECB ต่อภาพเศรษฐกิจยุโรป และนอกเหนือจากการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ตลาดคาดว่า ECB อาจเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องมือ Anti-Fragmentation Tool เพื่อควบคุมปัญหาภาระหนี้ของบรรดาประเทศสมาชิก

 

อย่างไรก็ดี ต้องระวังความผันผวนในฝั่งตลาดบอนด์ที่อาจเกิดขึ้น หากสุดท้าย ECB ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของเครื่องมือดังกล่าวมากนัก ซึ่งอาจยิ่งทำให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวในฝั่งยุโรป โดยเฉพาะประเทศที่มีความเปราะบางต่อปัญหาหนี้ อาทิ อิตาลี พุ่งสูงขึ้นได้ ดังจะเห็นได้จากส่วนต่างระหว่างบอนด์ยีลด์ 10 ปี อิตาลี กับเยอรมนี ที่จะปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาปัญหาวิกฤติพลังงานยุโรป หลังครบกำหนดซ่อมบำรุงท่อส่งแก๊ส Nord Stream 1

เงินบาทกลับมาอ่อนค่า 36.72 บาท วิกฤติพลังงานยุโรป

ว่ารัสเซียจะลดปริมาณการส่งแก๊สหรือยุติการส่งแก๊ส ซึ่งภาพดังกล่าวอาจยิ่งกดดันแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปและอาจกดดันให้ผู้เล่นในตลาดต่างเทขายสินทรัพย์ฝั่งยุโรป อาทิ หุ้นและเงินยูโร (EUR) ได้

ส่วนในฝั่งเอเชีย แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อและความจำเป็นที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต้องช่วยคุมต้นทุนการกู้ยืมเงินของรัฐบาลและภาคเอกชน ทำให้ BOJ ยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายสวนทางกับธนาคารกลางหลักอื่นๆ อาทิ การตรึงบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไม่ให้เกินระดับ 0.25% (ซื้อบอนด์แบบไม่จำกัด) และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ -0.10% ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินดังกล่าวอาจกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ในระยะนี้

ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาท มองว่า แม้ตลาดจะกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง แต่เงินบาทมีแนวโน้มผันผวนหนัก ไปตามทิศทางของเงินดอลลาร์ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ สองเรื่อง ในวันนี้ คือ ผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึง แนวโน้มวิกฤติพลังงานของยุโรป

โดยหาก ECB ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าคาด หรือ ส่งสัญญาณเร่งขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจช่วยหนุนให้เงินยูโร (EUR) พลิกกลับมาแข็งค่าได้บ้าง แต่มองว่า ความเสี่ยงวิกฤติพลังงานจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินยูโร (EUR) อาจไม่ได้แข็งค่าขึ้นไปมากและกลับกัน หากรัสเซียลดหรือยุติการส่งออกแก๊สจริง ก็อาจกดดันให้เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลง แม้ ECB จะส่งสัญญาณพร้อมเร่งขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม

ดังนั้น จึงมองว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านแถว 36.70-36.80 บาทต่อดอลลาร์ และมีความเสี่ยงที่หากอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะสามารถอ่อนค่าต่อไปทดสอบระดับ 37.00 บาทต่อดอลลาร์ได้

ในกรณีที่ยุโรปเผชิญวิกฤติพลังงานตามที่ตลาดกังวล ทั้งนี้ ผู้ส่งออกจำนวนมากต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ในช่วงดังกล่าว ทำให้หากสินทรัพย์ฝั่ง EM Asia ไม่ได้ถูกเทขายรุนแรง เงินบาทก็อาจจะยังไม่อ่อนค่าทะลุ 37.00 บาทต่อดอลลาร์ในระยะสั้นได้

ขอบคุณแหล่งที่มา : businesstoday.co

สามารถอัพเดตข่าวสารเรื่องราวต่างๆได้ที่ : hamptoninnjohnsoncity.com